รากฟันเทียมอยู่ได้นานแค่ไหน? พร้อม 5 วิธีดูแลให้ใช้งานได้ยาวนาน

คนที่กำลังคิดจะทำรากฟันเทียมมักถามคำถามเดียวกันก่อนตัดสินใจ ลงทุนไปแล้วจะอยู่กับเราได้กี่ปี เพราะเมื่อเทียบกับการทดแทนฟันวิธีอื่น รากฟันเทียมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ความอยากรู้ว่า "คุ้มไหม" จึงเป็นเรื่องธรรมดา คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ อยู่ได้นานมาก แต่ไม่ใช่ทุกส่วนจะนานเท่ากัน และไม่ใช่ทุกคนจะได้อายุการใช้งานเท่ากัน
อยู่ได้นานแค่ไหนกันแน่
งานวิจัยติดตามผลระยะยาวพบว่ารากฟันเทียมส่วนที่ฝังในกระดูกมีอัตราความสำเร็จสูงมาก โดยส่วนใหญ่ยังใช้งานได้ดีเมื่อผ่านไป 10 ปี และหลายรายอยู่ได้นานกว่านั้นหลายสิบปี ถ้าดูแลดี บางคนอยู่ได้ตลอดชีวิตเลยก็มี
แต่ต้องแยกให้ออกว่ารากฟันเทียมมีสองส่วน ส่วนที่เป็นไทเทเนียมฝังในกระดูกทนทานมาก ส่วนครอบฟันด้านบนซึ่งต้องรับแรงเคี้ยวทุกวันอาจสึกหรือบิ่นตามเวลา โดยเฉลี่ยมักอยู่ได้ราว 10-15 ปี แล้วอาจต้องเปลี่ยนใหม่ การเปลี่ยนครอบฟันไม่ได้แปลว่ารากฟันเทียมล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติของชิ้นส่วนที่ต้องใช้งานหนัก
อะไรที่ทำให้รากฟันเทียมอยู่ไม่ถึงที่คิด
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่ตัววัสดุเสีย แต่เป็นการอักเสบของเหงือกและกระดูกรอบรากเทียม เรียกว่า Peri-implantitis ซึ่งเกิดจากคราบแบคทีเรียสะสม คล้ายโรคปริทันต์ในฟันธรรมชาติ เมื่อกระดูกรอบรากฟันเทียมค่อยๆ ละลาย การยึดติดก็หลวมลงจนอาจต้องถอดออก ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การสูบบุหรี่ เบาหวานที่คุมไม่ดี และการนอนกัดฟันรุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้ควบคุมได้ในระดับหนึ่ง และนี่คือที่มาของ 5 วิธีต่อไปนี้
5 วิธีดูแลรากฟันเทียมให้อยู่ได้นาน
1. ทำความสะอาดให้ถึงจุดที่แปรงทั่วไปไม่ถึง
แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงขนนุ่มยังเป็นพื้นฐาน แต่รอบรากฟันเทียมโดยเฉพาะแนวเหงือกและซอกด้านข้างมักเป็นจุดที่แปรงเข้าไม่ถึง ควรเสริมด้วยแปรงซอกฟัน ไหมขัดฟันชนิดพิเศษสำหรับรากเทียม หรือเครื่องฉีดน้ำทำความสะอาดช่องปาก ทันตแพทย์จะแนะนำอุปกรณ์ที่เหมาะกับรูปแบบงานของเรา
2. ไปตรวจตามนัดสม่ำเสมอ
คนส่วนใหญ่หยุดไปหาหมอเมื่อครอบฟันเสร็จ แต่จริงๆ การติดตามผลคือหัวใจของอายุการใช้งาน โดยทั่วไปควรไปตรวจและขูดหินปูนอย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือถี่กว่านั้นตามคำแนะนำของหมอ เพราะการอักเสบระยะแรกรอบรากเทียมมักไม่มีอาการเจ็บ ต้องอาศัยการตรวจและเอกซเรย์จึงจะจับได้
3. งดบุหรี่ หรืออย่างน้อยลดให้มากที่สุด
บุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงเหงือกและกระดูกน้อยลง แผลหายช้า และเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบรอบรากเทียมชัดเจน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่งานวิจัยชี้ตรงกันมากที่สุดว่าส่งผลต่ออัตราความสำเร็จ ถ้ากำลังคิดจะทำ ช่วงนี้อาจเป็นเหตุผลดีๆ ที่จะลองเลิก
4. ป้องกันแรงกัดที่มากเกินไป
คนที่นอนกัดฟันหรือกัดฟันตอนเครียดควรปรึกษาหมอเรื่องเฝือกสบฟันกลางคืน เพราะแรงกัดที่หนักซ้ำๆ ทำให้ครอบฟันบิ่นหรือร้าว และส่งแรงมากเกินไปไปยังกระดูกรอบราก นอกจากนี้ควรเลี่ยงการกัดของแข็งมากๆ เช่น น้ำแข็งหรือกระดูก และไม่ใช้ฟันแทนเครื่องมือเปิดขวดหรือฉีกถุง
5. ดูแลสุขภาพโดยรวม
โรคประจำตัวบางอย่างส่งผลถึงรากฟันเทียมโดยตรง โดยเฉพาะเบาหวาน ถ้าคุมน้ำตาลได้ดี รากฟันเทียมก็มีโอกาสอยู่ได้นานใกล้เคียงคนทั่วไป แต่ถ้าคุมไม่ได้ ความเสี่ยงติดเชื้อและกระดูกละลายจะสูงขึ้น ควรแจ้งหมอเรื่องโรคประจำตัวและยาที่ใช้ทุกครั้ง รวมถึงกินอาหารที่ครบถ้วนเพื่อให้กระดูกและเหงือกแข็งแรง
ถ้าเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ
เหงือกรอบรากฟันเทียมบวมแดง เลือดออกเวลาแปรง มีกลิ่นปากผิดปกติ ปวดหรือรู้สึกว่ารากเทียมโยก ควรไปหาหมอโดยเร็ว การอักเสบระยะแรกรักษาได้ไม่ยาก แต่ถ้าปล่อยไว้จนกระดูกละลายไปมากแล้ว การแก้ไขจะยุ่งยากขึ้นมาก
ลงทุนครั้งเดียว แต่ต้องดูแลไปตลอด
รากฟันเทียมไม่ใช่การทำแล้วจบ แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลคุ้มที่สุดเมื่อเราดูแลต่อเนื่อง คนที่ใส่ใจความสะอาด ไปตรวจตามนัด และไม่สูบบุหรี่ มักใช้งานได้นานจนลืมไปเลยว่าฟันซี่นี้ไม่ใช่ของเดิม ลองถามทันตแพทย์ดูว่าสภาพช่องปากของเรามีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง แล้ววางแผนดูแลให้ตรงจุดตั้งแต่ตอนนี้